[Fic khunwoo] Love and hate 4

posted on 07 Nov 2015 12:47 by ilovekw

Title:Love and hate 4

Couple: KhunWoo  OKKay

Writer: ilovekw

Rate : PG 

Gente :  dark drama and Romantic

ฟิคเรื่องนี้ที่เกิดจากจินตนาการของไรทเตอร์ enjoy reading ^^

 

 “ผมให้พวกคุณไปหาศัลยแพทย์ทางสมองที่เก่งๆมาผ่าตัดให้อูยอง  แต่ก่อนอื่นต้องส่งโปรไฟล์มาให้ผมพิจารณาก่อน ภายในหนึ่งเดือน”  แทคยอนสั่งก่อนนะเดินออกจากห้องนี้ไปเงียบๆ เขารู้ดีว่าการหาศัลยแพทย์ทางสมองเก่งๆให้ได้ภายในหนึ่งเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะแพทย์เฉพาะทางด้านนี้ ในเกาหลีไม่ค่อยจะมีนัก ถึงมีก็คงผ่าตัดให้เคสน้องเขาไม่ได้แน่นอน แต่ถ้ายิ่งปล่อยไว้นานน้องชายเขาก็ยิ่งจะแย่   ทันที่ที่เดินออกจากห้องรับรอง ร่างสูงรีบก้าวขายาวๆเดินตรงไปหาน้องที่ห้องพักคนป่วยระดับ VIP ทันที

แทคยอนลากเก้าอี้มานั่งลงใกล้ๆเตียงคนป่วย อูยองมองพี่ชายตาปริบๆ เพราะไม่รู้พี่ชายเขาเครียดอะไรนัก ก็ตั้งแต่เปิดประตูเดินเข้ามาพี่แทคยอนเอาแต่คิ้วขมวดปม จนตอนนี้ก็ยังนั่งหน้าเครียดอยู่เลย 

 

“พี่แทคยอนปวดหัวเหรอฮะ หรือว่าไม่สบายอะไรหรือเปล่าทำไมดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย ให้น้องตรวจให้มั้ยฮะ” เสียงใสเอ่ยทักคนเป็นพี่ที่เอาแต่นั่งหน้าเครียดไม่พูดไม่จาอะไรแถมยังเอาแต่มองเขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายในออกมายาวๆ

 

“หืม สีหน้าพี่มันเป็นแบบนั้นเหรอ?”    แทคยอนเลิกคิ้วถาม     เขารู้ตัวดีว่ามีเรื่องให้เครียด แต่ไม่ยักจะรู้ว่าตัวเองแสดงออกทางสีหน้าจนน้องชายเขาต้องเอ่ยทักขนาดนั้น

 

“ก็ใช่หน่ะสิครับ ดูสิยังเครียดอยู่เลย เครียดเรื่องอะไรฮะ?” 

 

“ป่าวหรอก ไม่มีอะไร ว่าแต่เราเถอะจุนโฮบอกพี่ว่าน้องยังไม่ทานข้าวตั้งแต่เมื่อเช้า พี่สั่งให้พยาบาลเอาข้าวมาส่งแล้วล่ะ”

 

“ไม่เอาอ่ะ ตอนนี้ยังปวดหัวอยู่เลย น้องไม่หิว”  ทันทีที่อูยองพูดจบประโยคพยาบาลก็เอาข้าวมาส่งพอดี นี่เป็นข้าวมื้อแรกของวันเลยนะ แต่อูยองกลับมองแล้วมุ้ยหน้าอย่างขัดใจ ก็เพราะอาการปวดหัวมันเลยทำให้อูยองรู้สึกไม่อยากจะกินอะไรเลย

 

“ไม่หิวก็ต้องกินนะ มาพี่ป้อน”    แทคยอนประครองให้น้องลุกขึ้นนั่ง

 

“ไม่หิวฮะ...น้องปวดหัวอยู่” อูยองงอแงแล้วมุ้ยหน้าให้กับพี่ชายที่กำลังตักข้าวรอที่จะป้อน

 

 แทค ยอนจะไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมายถึงดุไปก็งอแงอีกอยู่ดี นี่ก็ปาไปบ่ายสามกว่าๆแล้ว ขืนไม่ยอมทานข้าว มีหวังได้เป็นโรคกระเพาะอีกโรคแน่ๆ แทคยอนจึงใช้ไม้ตายที่จะสยบน้องได้คือเพียงแค่เงียบแล้วส่งสายตาดุๆมองน้อง ที่กำลังงอแงเพียงแค่นี้เด็กที่กำลังงอแงอยู่ก็ยอมทานข้าวแต่โดยดี  อูยองรู้ดีว่าความเงียบของพี่ชายนั้นน่ากลัวเหนือสิ่งอื่นใด  ปากเล็กอ้าปากงับข้าวที่พี่แทคยอนป้อนทันที ถึงจะเป็นการป้องข้าวกันแบบขัดใจแต่ก็ยังดีที่อูยองยอมทานจนหมด  หลังจากนั้นก็ทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวต่อ    

 

 

“พี่แทคยอน~”   อูยองเรียกชื่อพี่ชายด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 

“หืม?”  คนที่กำลังจัดแจงเก็บจานข้าวที่พึ่งจะป้อนอูยองเสร็จหันมาขานรับ น้ำเสียงออดอ้อนนำมาขนาดนี้เขาคิดว่าน้องต้องมีอะไรในใจที่อยากจะถามแน่ๆ แต่ก็คงไม่พ้นคำถามที่เขายังไม่อยากตอบน้องตอนนี้เป็นแน่แท้

 

“พี่ไปคุยกับอาจารย์หมอว่ายังไงเหรอฮะ อาจารย์บอกว่าน้องเป็นอะไรบอกน้องหน่อยสิ”

 

นึกแล้วไม่มีผิด    “อืม.. เอ่อ...อาจารย์หมอของน้องบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ให้พักผ่อนให้เยอะๆ แล้วก็อย่าคิดอะไรมาก”    

 

“แต่ว่าจุนโฮบอกอาจารย์หมอส่งน้องไปตรวจสแกนสมองด้วย  น้องอยากรู้ผลสแกนฮะ”   มันจะไม่เป็นอะไรมากได้ยังไง ฟังจากที่จุนโฮเล่าให้ฟังอาการของเค้าดูยังไงก็ไม่ปกติ  แถมอาจารย์ยังส่งสแกนสมองอีก

 

“พี่บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากไง”

 

“พี่แทคยอนโกหก! ถ้าพี่ไม่บอก น้องจะไปขอดูผล CT สแกนด้วยตัวเองก็ได้!”  อูยองหน้าบึ้งให้กับพี่ชายตัวเอง        อูยองรู้ดีว่าพี่ชายของเขาไม่เคยโกหก ถึงจะโกหกก็ไม่เคยเนียนเลยสักนิดอูยองจับได้ตลอดนั่นแหละ                     ครั้งนี้ก็เหมือนกัน คิดจะมาโกหกเรื่องอาการป่วยกับว่าที่คุณหมอได้ยังไงกัน

 

แทคยอนมองหน้าคนที่กำลังหน้าบึ้งตึงใส่เขาอยู่ตอนนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก็ใช่ว่าแทคยอนจะอยากโกหกน้อง เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่อยากให้อูยองคิดมากไปกว่านี้  ในเมื่ออูยองบอกจะไปขอดูผลตรวจเองขนาดนี้  จะเลี่ยงยังไงก็คงไม่ได้แล้วล่ะ น้องเป็นถึงว่าที่คุณหมอ ดูผลตรวจแป๊บเดียวก็สามารถวินิฉัยโรคเองได้แล้ว

 

“อูยอง คือตอนนี้พี่แค่ไม่อยากให้น้องคิดอะไรมาก เพราะพี่รู้ว่าน้องมีเรื่องให้เครียดมากพอแล้ว”

 

“บอกมาเถอะฮะพี่แทคยอน น้องรับไหว”    

แทคยอนมองหน้าน้อง เขาแทบอยากจะร้องไห้ คนเป็นพี่ทำไมจะไม่รู้ว่าอูยองพูดว่ารับไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในใจนั้นไม่ได้เข้มแข็งแบบคำพูดที่เอ่ยออกมาหรอก   ไม่รู้ทำไมน้องของเขาถึงได้เจอแต่เรื่องร้ายๆ แทคยอนลำบากใจที่จะบอกเรื่องนี้กับน้อง แต่ยังไงสุดท้ายก็ต้องบอก  คนเป็นพี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างลำบากใจก่อนจะบอกกับน้อง

 

“น้องมีเนื้องอกที่สมอง”

พออูยองได้ยินคำตอบที่ตัวเองอยากฟังถึงกับนั่งก้มหน้าเงียบทันที อูยองรู้ดีว่าความเครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอมันเป็นบ่อเกิดของโรคที่อูยองกำลังเผชิญกับมันอยู่ตอนนี้ แต่เขาก็เลี่ยงมันไม่ได้ เพราะคนคนเดียว       แทคยอนเห็นน้องเม้มปากแน่นคงจะพยายามจะกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ แทคยอนทำได้เพียงลูบหัวน้องเบาๆเขาสัมผัสได้ว่าร่างเล็กสั่นเทาไปทั่วร่าง  มืออีกข้างของพี่ชายกุมมือน้องชายไว้แน่น

 

“อูยองแต่อาจารย์หมอของน้องบอกไม่ได้เป็นเนื้อร้าย ไม่ต้องกังวลนะ”   แทคยอนพยายามพูดปลอบใจน้อง ช่วงนี้เหมือนเป็นช่วงมรสุมชีวิต ทำให้อูยองได้เจอแต่เรื่องร้ายๆ ตอนนี้อูยองจิตใจเปราะบางมาก  เขาอยากจะภวนาให้เรื่องร้ายๆหมดลงเพียงเท่านี้ ไม่อยากให้อูยองรู้สึกย่ำแย่ไปกว่านี้

 

“พี่แทคยอนครับ…...”  เอ่ยเรียกชื่อพี่ชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อูยองมองหน้าพี่ชายด้วยความกังวล ตาเรียวเล็กกำลังมีน้ำตาเอ่อคลออยู่

 

“อย่ากังวลไปเลย” แทคยอนรีบรั้งร่างน้อยมากอดปลอบพร้อมลูบหลังน้องอย่างปลอบโยน        อูยองปล่อยโฮออกมาอย่างหนักในอ้อมกอดของพี่ชายพักใหญ่ๆ ก่อนจะผละออกมา มือเล็กรีบยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม

 

“อีกนานมั้ยครับถึงจะได้ผ่าตัด”

 

“ตอนนี้ที่โรงพยาบาลยังไม่มีศัลยแพทย์เฉพาะทางสมอง พี่สั่งให้ไปหาหมอเฉพาะทางที่เก่งๆมาผ่าตัดให้น้อง คงไม่เกินหนึ่งเดือนนะ อดทนอีกนิดนึง”

 

“น้องยังไม่อยากผ่าตัดเร็วๆนี้ ”   

 

“หืม?  กลัวเหรอ ไม่ต้องกลัวนะอูยอง  ยังไงน้องก็ต้องปลอดภัย ”     

 อูยองส่ายหน้าให้พี่ชาย อูยองไม่กลัวที่จะได้ผ่าตัด แต่สิ่งที่อูยองกลัวมากที่สุดคือเขาจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อน  อูยองรู้ดีว่าการผ่าตัดสมองต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน ขึ้นอยู่กับว่าผลหลังจากการผ่าตัดอาการจะดีขึ้นหรือเปล่า เพราะการผ่าตัดสมองมีผลกระทบกับร่างกายหลายๆอย่าง ต้องได้รับการบำบัดเป็นเวลานานอาจจะเป็นเดือน สองเดือน        หกเดือน จนถึงเป็นปี หรืออาจมากกว่านั้น

 

 “ถ้าผ่าตัดน้องก็ต้องดรอปเรียน น้องจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อน จะเรียนไม่จบพร้อมจุนโฮ” 

พอคิดว่าจะไม่จบพร้อมเพื่อน อูยองก็จะร้องไห้อีกแล้ว อูยองเคยมีความฝัน ถ้าเรียนจบอูยองจะออกไปเป็นแพทย์อาสาในที่ห่างไกลความเจริญสักพักนึงกับ....กับนิชคุณ... แต่ตอนนี้เขาคงไม่ได้ไปทำตามความฝันกับคนนั้นแล้ว  ถ้าเกิดอูยองผ่าตัดตอนนี้ มันจะทำให้อูยองเรียนไม่จบพร้อมเพื่อนแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องพักฟื้นอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมาเรียนได้   ทำไมคนคนเดียวถึงทำชีวิตเขาพังได้ขนาดนี้

 

“พี่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก ห่วงสุขภาพตัวเองก่อนเถอะ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” แทคยอนไม่รู้จะปลอบน้องยังไงให้หายเครียดดี ปัญหาอะไรๆก็ถาโถมเข้ามาเหลือเกิน จนตอนนี้น้องเขาจะรับมันไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปได้แทคยอนอยากจะช่วยแบกปัญหาทั้งหมดนั่นไว้เองเหลือเกิน

.

.

.

.

 

พอแทคยอนมานั่งนึกถึงประโยคที่หมอพูด เขาก็ได้แต่นั่งพ่นลมหายใจออกมายาวๆหลายต่อหลายครั้ง พยายามจะปัดเป่าความเครียดออกไปจากสมองแต่ก็ไม่ได้ผล เพราะเขาทั้งคิดมาก ทั้งสงสารน้องที่ตอนนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆเข้ามาในชีวิต  ถึงหมอจะบอกว่าเนื้องอกที่เกิดในสมองของอูยองพึ่งเกิดยังมีขนาดไม่ใหญ่ แล้วก็ไม่ได้เป็นเนื้อร้ายอะไร        ถ้าการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี อูยองก็จะหายขาด  แต่ยังไงก็ยังไม่โล่งใจอยู่ดี

                              

                                     “ตอนนี้ยังไม่เป็นเนื้อร้าย แต่ปล่อยไว้นานก็ไม่ดีเหมือนกัน”

 

                      “และที่สำคัญการผ่าตัดมีความเสี่ยง เพราะเนื้องอกเกิดในจุดที่อันตราย”

 

ประโยคที่หมอพูด มันวนเข้ามาในหัว เขาจะทำยังไงให้ได้หมอเก่งๆมาผ่าตัดให้อูยองได้เร็วที่สุด

 

ก๊อก ก๊อก.... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามทีพอเป็นมารยาทก่อนที่มินจุนจะเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องทำงานของแทคยอน 

 

“เครียดอยู่เหรอแทคยอน”  ประโยคแรกที่มินจุนเอ่ยทักเพราะเห็นสีหน้าของแทคยอนแล้วมันบ่งบอกว่าเป็นอย่างงั้น   

 

 แทคยอนพยักหน้าให้เบาๆ

แทคยอนดูเครียดเรื่องของอูยองทุกวันเพราะกลัวน้องจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้    จิตแพทย์อย่างมินจุนก็กลัวแทคยอนจะเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็จิตตกไปอีกคน ช่วงนี้เลยแวะเข้ามาหาแทคยอนทุกวัน ถึงแม้งานตัวเองจะยุ่งมากก็ตาม แต่แทคยอนนั้นงานยุ่งกว่าเขาเยอะ ประชุมแทบจะทุกวันจนไม่มีเวลาได้ออกจากบริษัทจนกว่าจะค่ำ

 

“เห็นหน้านายค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย”  แทคยอนยังไม่วายที่จะพูดหยอดคำหวานให้กับหวานใจของตัวเอง ทำเอาคนโดนหยอดแทบจะตั้งรับไม่ทัน

 

มินจุนยิ้มรับเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของแทคยอน แต่ช่างเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าปนกับความเครียด

 

“หน้าฉันมันช่วยให้นายรู้สึกดีขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอแทคยอน งั้นคนไข้ที่มาหาฉันก็หายเครียดเพราะได้เห็นหน้าฉันสินะ”  มินจุนเอ่ยพลางขำ

 

“ย่าห์!! แค่ฉันคนเดียวสิที่เห็นหน้านายแล้วรู้สึกดี คนอื่นจะไปรู้สึกดีทำไมล่ะ  ไม่รู้ล่ะช่วงนี้เครียด นายต้องมาหาฉันบ่อยๆด้วย เพราะฉันเครียด! เครียดมากด้วยมินจุน!” 

มินจุนนั่งมองแทคยอนที่กำลังนั่งกอดอกบวกกับการเอาแต่ใจตอนนี้ก็อดจะขำไม่ได้  บทจะงอแงนี่ก็ตลกดีเหมือนกัน ร่างก็ใหญ่ งอแงก็ไม่ได้น่าเอ็นดูเลยสักนิด

 

 “นี่แทคยอนอ่า จริงๆฉันไม่อยากให้นายเครียดไปกว่านี้นะ คิดดูว่าถ้าอูยองรู้ว่านายเครียดขนาดนี้ อูยองคงรู้สึกผิด แล้วน้องก็จะรู้สึกแย่แน่ๆ นายก็รู้น้องชอบโยนความผิดให้ตัวเอง ”

 

“อืม ต่อหน้าน้องฉันก็พยายามจะไม่เครียดแหละมินจุน”

 

“ถ้านายเห็นหน้าฉันแล้วหายเครียด ฉันจะมาหานายวันละสามมือหลังอาการเลยดีมั้ย”    ฟังแบบนั้นแทคยอนได้แต่หัวเราะออกมาน้อยๆ    

มินจุนแค่อยากช่วยแทคยอนเท่าที่เขาสามารถจะช่วยได้ ตอนนี้เขาก็ช่วยเป็นจิตแพทย์ให้อูยอง เขาไม่อยากให้อูยองจิตตกและเครียดไปมากกว่านี้ เพราะยังไงซะความเครียดมันมีผลต่อสมองของอูยองอยู่แล้ว  นี่ก็ช่วยบำบัดให้อูยองจิตใจปกติและสดใสขึ้นได้แล้ว   แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะเป็นจิตแพทย์ให้แทคยอนไปอีกคน มันไม่ดีแน่ถ้าพี่น้องสองคนนี้กอดคอกันเครียด

 

“ฉันก็หวังว่ามันจะผ่านไปได้เร็วๆ”

 

“มันต้องผ่านไปด้วยดีสิเชื่อฉันเถอะ แทคยอนดูนี่สิฉันชื้ออะไรมาเยอะแยะมาทานกันฉันรู้นายยังไม่ได้ทานอะไร” 

แทคยอนมองคนตรงหน้าแกะถุงขนม แล้วก็ของกินอย่างอื่นออกมาวางเรียงกัน แล้วอดขำไม่ได้

“ซื้อมาเยอะขนาดนี้ นายจะซ